การผ่าตัดผ่านกล้อง หรือการผ่าตัดแผลเล็ก

การผ่าตัดในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การผ่าตัดแนวใหม่ที่ทำให้ผู้ป่วยมีความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นั่นคือ "การผ่าตัดผ่านกล้อง หรือ การผ่าตัดแผลเล็ก" เป็นเทคนิคการผ่าตัดที่เปิดแผลขนาดเล็กเพื่อสอดเครื่องมือและกล้องเข้าไปผ่าตัดในตำแหน่งที่ต้องการรักษาแทนการเปิดแผลขนาดใหญ่ ทำให้ลดปัญหาที่จะตามมาหลังการผ่าตัด อาทิเช่น การปวดแผลผ่าตัด ท้องอืด ทานอาหารได้ช้า เคลื่อนไหวหรือลุกเดินได้ลำบาก ปอดแฟบ แผลแยก ไปจนถึงปัญหาระยะยาวเช่น การเกิดผังผืดหรือลำไส้อุดตัน Minimal Invasive Surgery [ MIS ] is the new era of surgery for patients and surgeons. The benefits of the minimal invasive surgery are far beyond the traditional surgery.

5/27/2566

นิ่วในถุงน้ำดี Gallstones

 

นิ่วในถุงน้ำดี  Gallstones

โรคนิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากการจับตัวเป็นตะกอนขึ้นในถุงน้ำดี ปัจจัยมาจากความไม่สมดุลของสารละลายในน้ำดี รวมทั้งการทำงานไม่ปกติของถุงน้ำดีทำให้เกิดนิ่วขึ้น ซึ่งลักษณะของนิ่วจะพบได้หลายแบบ ขึ้นกับส่วนประกอบของนิ่วเอง

    โรคนิ่วในถุงน้ำดีพบได้ตั้งแต่ไม่มีอาการแสดงออก หรือมีอาการแสดงออกน้อย จนกระทั่งมีอาการรุนแรงจนถึงกับทำให้เสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนตามมาได้ การพบนิ่วในถุงน้ำดีจากการตรวจก็ไม่สามรถบอกได้ว่าจะมีอาการเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ส่วนใหญ่เมื่อติดตามไประยะเวลาหนึ่งก็พบว่าจะมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นจนทำให้การรักษามีขั้นตอนที่ยุ่งยากมากขึ้น

   ดังนั้นเมื่อไหร่จึงควรเข้ารับการรักษานิ่วในถุงน้ำดี ก็คือเมื่อเริ่มมีอาการ หรือการตรวจพบว่านิ่วมีจำนวนมาก มีขนาดใหญ่ หรือ พบว่าผนังของถุงน้ำดีหนาตัวขึ้นจากการตรวจพบโดยเอกซเรย์อัลตร้าซาวด์ ซึ่งบ่งชี้ว่าเริ่มมีการอักเสบเรื้อรังของถุงน้ำดีแล้ว

อาการเริ่มต้นของนิ่วในถุงน้ำดีคืออาการอาหารไม่ย่อยบ่อยๆ จุกเสียดแน่นท้องเป็นๆหายๆ หรืออาการคล้ายกรดไหลย้อน โดยส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารมื้อใหญ่หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันสูง เช่น กะทิ เนย นม โดยการแสดงอาการจะไม่สม่ำเสมอ

     นิ่วในถุงน้ำดีจะไม่หายไปเอง การรักษาให้หายขาดคือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก จึงสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้  ดังนั้นการที่เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีและต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น จึงเป็นการยากในการตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดรักษาในกรณีที่ยังไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย

การที่ยังไม่เข้ารับการผ่าตัดรักษาจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนในภายหลัง ทำให้โรครุนแรงขึ้นและการผ่าตัดรักษาทำได้ยากขึ้น หลักการพิจารณาเบื้องต้นสำหรับการจะตัดสินใจเข้ารับการรักษา คือ

   ภาพแสดงลักษณะต่างๆ ของการผ่าตัดถุงน้ำดี จะพบว่ามีความยากง่ายของการผ่าตัดแตกต่างกัน

 


                                    ภาพการผ่าตัดผ่านกล้องถุงน้ำดีที่ยังไม่อักเสบ

 


                                            ภาพการผ่าตัดผ่านกล้องถุงน้ำดีอักเสบ

 



                            ภาพการผ่าตัดผ่านกล้อง ถุงน้ำดีอักเสบ มีเนื้อตายที่ผิว

 


                             ภาพการผ่าตัดผ่านกล้อง ถุงน้ำดีอักเสบเป็นหนอง
                               จะพบได้ว่ามีความยาก-ง่ายในการผ่าตัดต่างกัน 

 

กรณีที่ตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี แต่ยังไม่พบลักษณะว่ามีถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง และไม่มีอาการ จะมีสองทางเลือกคือ

1       ยังไม่เข้ารับการผ่าตัดรักษา แต่คอยสังเกตอาการเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร หรืออาการปวดท้อง และตรวจอัลตร้าซาวด์ถุงน้ำดีทุกปีเพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงของนิ่ว  แต่ในกรณีนี้ต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดถุงน้ำดีอักเสบทำให้การรักษายุ่งยากขึ้นด้วย ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

2       ตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดรักษาเอาถุงน้ำดีออก เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

กรณีที่พบนิ่วในถุงน้ำดี และมีอาการผิดปกติในระบบการย่อยอาหาร ควรได้รับการรักษา เพราะจะทำให้ระบบการย่อยอาหารกลับมาเป็นปกติไม่มีอาการท้องอืดแน่นท้องอีก และไม่เกิดโรคแทรกซ้อนในภายหลัง

กรณีตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี และในท่อน้ำดีร่วมด้วย จะทำให้การรักษายุ่งยากมากขึ้น โดยต้องผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก และส่องกล้องทางปากเพื่อไปขยายท่อน้ำดีและคล้องเอานิ่วในท่อน้ำดีออกด้วย

การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อเจาะเอาถุงน้ำดีออก ในปัจจุบันทำได้ไม่ยาก ใช้เวลาในการผ่าตัดไม่เกิน 1 ชม. และพักฟื้นในโรงพยาบาล 2 วันก็สามารถกลับบ้านได้  ต่างจากในกรณีที่เกิดถุงน้ำดีอักเสบแล้วบางครั้งอาจจะต้องทำการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องแบบเดิมทำให้ต้องใช้เวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดนานกว่า และมีความเจ็บปวดแผลผ่าตัดมากกว่า แบบผ่าตัดผ่านกล้อง

ผู้ป่วยที่พบนิ่วในถุงน้ำดี สามารถขอปรึกษารายละเอียดการรักษาได้โดยตรงที่ แผนกผ่าตัด-ผ่าตัดผ่านกล้อง โรงพยาบาลมิตรภาพสามัคคี 074-801900 ต่อ2101  หรือ 0816980088

7/01/2557

ผ่าตัดผ่านกล้อง...ต่อกระเพาะอาหารกับลำไส้

ผู้ป่วยชายอายุ  57 ปี มาโรงพยาบาลด้วยเรื่อง ทานอาหารไม่ได้ อาเจียนมา 2 สัปดาห์

ตรวจร่างกายอีกครั้ง ก่อนผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อคำนวนตำแหน่งปลอดภัยที่จะสอดกล้อง

ประวัติเดิมก่อนมาพบแพทย์ครั้งนี้
 3 สัปดาห์ก่อน ได้รับอุบัติเหตุล้มรถจักรยานเสือภูเขา ไตขวาเกิดการฉีกขาดได้รับการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เอาไตด้านขวาออก หลังผ่าตัดผู้ป่วยกลับบ้านได้ตามปกติ จากนัั้นจึงเริ่มมีอาการทานไม่ได้ อาเจียน

การตรวจร่างกาย
รอยแผลผ่าตัดหน้าท้องยาวตั้งแต่บริเวณลิ้นปี่ถึงใต้สะดือ ประมาณ 1เซนติเมตร
ท้องแข็งตึง คลำได้ก้อนขอบเขตไม่ชัดเจนบริเวณท้องด้านขวาบน

การตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์
พบว่ามีเลือดคั่งในผนังลำไส้เล็กส่วนต้นจากอุบัติเหตุ ทำให้มีการอุดตันของทางเดินอาหาร

ภาพเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์แสดงตำแหน่งที่มีการอุดตันของลำไส้
การรักษาเบื้องต้น
งดน้ำและอาหาร เพื่อลดการทำงานลำไส้ ลดอาการบวม เนื่องจากการมีเลือดคั่งในอวัยวะภายในจากอุบัติเหตุ ในบางรายสามารถดีขึ้นเองได้
1 สัปดาห์ต่อมาพบว่าอาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยยังคงทานไม่ได้ และอาเจียน

การรักษาขั้นต่อไป
จำเป็นต้องพิจารณาผ่าตัดซ้ำเพื่อแก้ไข เพื่อให้ผู้ป่วยทานอาหารได้ การผ่าตัดซ้ำในบริเวณที่เคยได้รับอุบัติเหตุมาก่อนค่อนข้างผ่าตัดยาก เนื่องจากผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเสียเลือดมากขึ้น มีการบวมของเนื้อเยื่อโดยรอบ รวมถึงพังพืดในช่องท้อง และอาจต้องอยู่โรงพยาบาลนานขึ้น จึงเลือกการผ่าตัดเป็น
การผ่าตัดต่อกระเพาะอาหารกับลำไส้ ผ่านกล้องส่องช่องท้อง
[ Laparoscopic Gestrojejunostomy ]  เป็นการช่วยให้อาหารผ่านจากกระเพาะไปยังลำไส้ส่วนที่
ไม่ได้รับอุบัติเหตุได้แทน โดยไม่ผ่านจุดที่มีเลือดคั่งอยู่ ซึ่งข้อดีของการผ่าตัดวิธีนี้คือ
แผลเล็ก ไม่รบกวนแผลผ่าตัดเดิม เสี่ยงต่อการเสียเลือดน้อย ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาทานอาหารได้เร็วขึ้น และอยู่ในโรงพยาบาลลดลง

ตัวอย่างการผ่าตัดต่อกระเพาะอาหาร กับลำไส้ส่วน jejunum

เตรียมการผ่าตัดโดยการดมยาสลบ ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหงาย ตำแหน่งที่สอดกล้องอยู่บริเวณสะดือ
ภาพจากกล้องส่อง แสดงส่วนของกระเพาะอาหารที่จะนำมาต่อกับลำไส้เล็ก
แพทย์ผ่าตัดยืนทางด้านซ้ายของลำตัวผู้ป่วย เป็นตำแหน่งที่เปิดกระเพาะและนำส่วนลำไส้เล็กมาต่อได้สะดวก
ผลการรักษา
หลังผ่าตัด 1 วันผู้ป่วยเริ่มทานอาหารได้ ไม่ปวดท้อง ไม่อาเจียน
นอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัด  2 วัน
ติดตามหลังผ่าตัด  1 สัปดาห์ ผู้ป่วยทานได้ดีขึ้น ไม่อาเจียน ไม่ปวดท้อง ไม่มีไข้